โครงการฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ย่านเจริญกรุง-บางรักในยุคสื่อสังคมสาธารณะ
Instagramable City
อธิพัฒน์ พูนสินบูรณะกุล
“ภาพ
อันน่าตื่นตาตื่นใจที่ปรากฎขึ้นไม่ได้เป็นเพียง “ภาพ” แต่เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้ที่ใช้ “ภาพ” นั้นนัยยะถึงการรับรู้สิ่งรอบตัว”
“The Society of Spectacle” Debord, 1967

สังคมแห่งความตื่นตาตื่นใจ (The Society of Spectacles) (Debord, 1967) กล่าวถึง สังคมที่ยึดถือ “ภาพ” ที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นสรณะ อันเป็นกระบวนทัศน์ (paradigm) ทางสังคมที่เกิดขึ้นตามแนวคิดในยุคหลังนวนิยม (Postmodernism) ในช่วงเวลาของเศรษฐกิจทุนนิยมที่เน้น “สัญญะของภาพ” หรือการให้คุณค่าความหมายของสิ่งที่มองเห็นเป็นตัวแทนของสาระของสรรพสิ่ง ผู้คนพึงพอใจกับการเป็นผู้เฝ้ามอง (spectators) เพื่อตัดสินสิ่งรอบตัว เช่น การประเมินค่าของหนังสือจากปก การประเมินคุณค่าของคนจากเสื้อผ้าเครื่องประดับที่สวมใส่ หรือกระทั่งการเสพย์งานศิลปะผ่านสื่ออิเลคโทรนิคส์โดยผิวเผิน เป็นต้น การตีความ การตัดสิน การประเมินคุณค่า ด้วยการรับรู้ผ่าน “ภาพ” หรือด้วยการมองเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนถูกลดทอนลงไป ด้วยสังคมพอใจที่จะเสพย์ “สัญญะ” มากกว่าหา “สาระ” ที่เป็น “สัจจะ” ของผู้คนและสรรพสิ่งรอบตัว
ในปัจจุบัน (พุทธศักราช 2563) ยุคสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media Era) ที่เริ่มต้นมาเกือบสองทศวรรษตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 ที่ใช้สื่ออินเตอร์เน็ตในการเสนอภาพที่ปัจเจกเลือกที่จะรับรู้และเผยแพร่สู่สังคมภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของผู้คน สถานที่ และกิจกรรมที่ปัจเจกเลือกที่จะ “โพสต์” ออกสู่สาธารณะกลายเป็นภาพที่สามารถแสดงตัวตน รสนิยม แนวคิด แนวทางและจุดยืนของคนผู้นั้นในสังคมอย่างสะดวกง่ายดายแค่ปลายนิ้ว ดังนั้น วิถี ความนิยม หรือประเด็นร้อนของสังคมใดสังคมหนึ่งสามารถถูกชี้ให้เห็นได้ ด้วย “ความถี่” ของภาพผู้คน ข่าว เหตุการณ์ กิจกรรม สถานที่ เวลา ผ่านการโพสต์ข้อความหรือภาพพร้อมๆ กันจนกลายเป็น “กระแส” (hype) บนสื่อออนไลน์ อาจกล่าวได้ว่า “ความน่าตื่นตาตื่นใจของสังคมในช่วงเวลาหนึ่งเวลาใดจึงถูกสื่อผ่านภาพจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ที่เฝ้ามอง (spectators) ได้เสพย์ “สัญญะ” ของภาพมากกว่า “สาระ” หรือ “สัจจะ” ที่แท้จริงของผู้โพสต์ หรือแม้แต่คนที่อาศัยสื่อออนไลน์ในการแสดง “สาระ” ของตนผ่าน “สัญญะ” บางอย่างบนสื่อออนไลน์อย่างสะดวกง่ายดายตลอดเวลา
ในช่วงเวลาที่สังคมต้องการสาระที่แท้จริงหรือสัจจะของสรรพสิ่งสัญญะควรเป็นภาพสะท้อนความเป็นไปในสังคมตามความเป็นจริง (Debord, 1967) “สังคมแห่งความตื่นตาตื่นใจ” ที่ทุกสรรพสิ่งเปรียบเสมือนเป็นเวทีมหรสพที่ไร้แก่นสารไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องตรงจุดในสังคมนั้นๆ ได้ หากเราไม่ได้ปฏิเสธสัญญะอันน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เราเลือกใช้โอกาสจากความน่าตื่นตาตื่นใจนี้ในการสร้างสัญญะที่สามารถแสดงสาระสำคัญที่แท้จริงนอกเหนือจากเปลือกนอกที่น่าชมให้กับผู้ที่เฝ้ามองด้วยแล้วสังคมน่าจะเกิดสมดุลที่น่าสนใจระหว่างประสิทธิภาพและความตื่นตาตื่นใจได้
“เมือง” ก็เปรียบเสมือนกับพื้นที่ทางสังคม ที่ประกอบไปด้วยผู้คน กิจกรรม และเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างในแต่ละพื้นที๋สภาพแวดล้อมทางกายภาพของเมืองเกิดจากองค์ประกอบหลายส่วน เช่น สถาปัตยกรรม พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่กึ่งสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ รวมทั้งคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่สามารถจับต้องได้ เช่นวิถีชีวิต ความเชื่อ เครือข่ายทางสังคม ระบบเศรฐกิจ ฯลฯ องค์ประกอบทั้งรูปธรรมและนามธรรมเหล่านี้ประกอบกันขึ้นเป็น “สัจจะของเมือง” (urban actuality) เมืองเสมอ งานสถาปัตยกรรมผังเมือง (urban design / urban architecture) จึงมีนัยยะถึงกระบวนการออกแบบองค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้เป็นสาระสำคัญ และหากเราต้องการจะถ่ายทอดสาระที่แท้จริงของเมืองผ่านสัญญะ หรือภาพแห่งความตื่นตาตื่นใจของเมืองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งแล้ว ควรเป็นสัญญะที่สามารถแสดงสัจจะของเมืองทั้งรูปธรรมและนามธรรมเหล่านั้นด้วย การแสดงความน่าตื่นตาตื่นใจของเมืองที่ขาดความเข้าใจ แม้ขาดในส่วนหนึ่งส่วนใดไป ล้วนถือเป็นภาพของเมืองที่ไม่สมบูรณ์
แอพพลิเคชั่นอินสตาแกรม (Instagram application) เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้สำหรับการแบ่งปันรูปภาพ ในปีค.ศ.2020 แอพพลิเคชั่นอินสตาแกรมมีบัญชีผู้ใช้ในประเทศไทยมากกว่า 13.6 ล้านบัญชี โดยมีกลุ่มผู้ใช้หลักเป็นวัยรุ่นในช่วงอายุ 18-24 ปี คิดเป็นร้อยละ 34 ของจำนวนบัญชีผู้ใช้งานทั้งหมด แอพพลิเคชั่นนี้เป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ผู้เขียนใช้ในการอธิบายถึงปรากฎการณ์ทางสังคมที่ผู้คนแสดงสัญญะ หรือความน่าตื่นตาตื่นใจของสิ่งต่างๆ รอบตัวผ่าน “ภาพ” ที่ถูกนำเสนอผ่านสายตาหรือมุมมองของผู้โพสต์ ศัพท์เฉพาะ “Instagrammable” แปลได้ว่า สิ่งคู่ควรแก่การถ่ายภาพและแบ่งปันลงบนแอพพลิเคชั่นอินสตาแกรม เกิดภาพที่เป็นบรรทัดฐานใหม่บนสังคมออนไลน์ภายใต้วัฒนธรรมอินสตาแกรม (Instagram culture) ผู้คนถ่ายภาพสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจในสายตาของตน เพื่อแสดงความเป็นตัวตนผ่านโซเชียลมีเดีย ความคู่ควรแก่การถ่ายภาพและแบ่งปันลงโซเชียลมีเดียนี้ ได้ขยายผลไปสู่การออกแบบด้านต่างๆ โดยนักออกแบบบางคนอาจคำนึงถึงเฉพาะว่าออกแบบอย่างไรให้คู่ควรแก่การถูกถ่ายภาพและเผยแพร่ลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียร์ (grammable) เพราะความน่าตื่นตาตื่นใจของแฟชั่น สินค้า สถานที่ กิจกรรม เหตุการณ์ต่างๆ ที่มีความน่าถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดียล้วนมีมูลค่าทางธุรกิจมหาศาล การออกแบบเมืองก็เช่นกัน ความน่าตื่นตาตื่นใจกลายมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองหรือย่านในบางพื้นที่ อาคาร ย่าน สถานที่ที่มีความน่าตื่นตาตื่นใจและ ความน่าถ่ายภาพลงโซเชียลมีดีย เป็นอีกกลยุทธ์ที่สามารถดึงดูดผู้คน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวได้ จนกลายเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขของนักออกแบบเมืองที่ต้องคำนึงถึงในยุคของสังคมออนไลน์อย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ดี หากเมืองถือเป็นพื้นที่ทางสังคมขนาดใหญ่ และอินสตาแกรมเป็นเครื่องมือแห่งสังคมร่วมสมัย หากการออกแบบเมืองที่ดีต้องคำนึงถึงการเข้าถึงทุกระดับของผู้คนทุกวัย อินสตาแกรมก็ควรเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้สู่สถานที่ ย่าน เมืองที่มีทั้งความน่าตื่นตาตื่นใจ (spectacles) อันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีการรับรู้ถึงสัจจะของเมืองที่เป็นสาระทั้งที่จับต้องได้และไม่ได้ โดย Instagram สามารถดึงดูดให้คนทุกกลุ่มได้เข้ามาใช้เวลาอยู่ในสถานที่ ย่านหรือเมืองมากไปกว่าการเข้ามาเฉพาะเพื่อถ่ายภาพที่คู่ควรแก่การลงโซเชียลมีเดีย (instagrammable) สัญญะของเมืองที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพใน Instagram ที่สามารถแสดงถึงสาระและสัจจะของเมือง (urban actuality) อย่างแท้จริงผ่านการออกแบบเมืองที่ดี เป็นความคาดหวังของโครงการนี้ที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้พื้นที่เมืองหรือย่านมากขึ้นและยาวนานขึ้น มากกว่าเข้ามาเพื่อการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว พื้นที่ย่านบางรักในบริเวณถนนเจริญกรุงถูกเลือกเป็นพื้นที่ตัวอย่างในการศึกษาปรากฏการณ์และการออกแบบเมือง โดยใช้ศักยภาพความน่าตื่นตาตื่นใจของพื้นที่ย่านนี้ที่มีอยู่แล้วในเบื้องต้นในสื่อสังคมออนไลน์ โดยวัตถุประสงค์สำคัญของวิทยานิพนธ์นี้คือ การใช้สถาปัตยกรรมผังมือง (urban design) เพื่อทำให้พื้นที่ย่านบางรักเป็นที่รู้จักผ่านโซเชียลมีเดีย แต่เป็นภาพสัญญะที่สามารถแสดงถึงบริบทที่มีความแท้จริงหรือสัจจะของบางรัก ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เกิดความสมดุลละหว่างสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจในพื้นที่บางรัก ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของย่านตามหลักการสร้างสถาปัตยกรรมผังเมืองที่ดี (good urban design) ด้วยความคาดหวังว่าพื้นที่ย่านบางรักจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ผู้คนที่ถูกดึงดูดเข้ามาในย่าน สามารถใช้เวลาในพื้นที่เพื่อซึมซับคุณค่าเอกลักษณ์ของสถานที่ วิถีชีวิต ผู้คน และกิจกรรมได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ จนถึงในที่สุดประสบการณ์อันสมบูรณ์ของพื้นที่ย่านบางรักอาจไม่สามารถถ่ายทอดลงสู่โซเชียลมีเดียได้อย่างครบถ้วน จนทำให้ผู้คนต้องการเข้ามาสัมผัสและใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ย่านด้วยตนเอง ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เข้าใจถึงคุณค่าของบางรักได้อย่างแท้จริง
โครงการฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ย่านเจริญกรุง-บางรักในยุคสื่อสังคมสาธารณะ เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ทฤษฎีของการรับรู้ผ่านภาพในบริบทของสังคมปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียได้ส่งผลกระทบต่อการรับรู้ผ่านภาพสูง ได้ใช้ข้อมูลต่างในการเลือกพื้นที่ศึกษาเป็นพื้นที่เจริญกรุง-บางรัก แล้วนำสิ่งที่ปรากฎของบางรักบนโซเชียลมีเดียมาแป็นแกนหลักของการออกแบบ เละหาคำตอบของย่านในยุคแห่งโซเชียลมีเดีย

ตามที่ (Debord, 1967) ได้พิสูจน์ไว้ว่าเราทุกคนก็ล้วนแต่อยู่ในสังคมแห่งภาพ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันผู้คนสามารถเสพย์สัญญะและภาพได้ตลอดเวลา ภาพที่เป็นทั้งของจริงและของปลอมเป็นส่วนในการสร้างตัวตนของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา แทบจะไม่มีหนทางที่สังคมจะถูกปลดปล่อยจากภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจเหล่านี้ แน่นอนว่าพื้นที่เมืองก็ถูกจดจำจากภาพที่ปรากฎมากกว่าเนื้อหาของพื้นที่ ความน่าถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดีย (Instagrammable) ก็เป็นหนึ่งในความน่าตื่นตาตื่นใจของยุคสมัยนี้ที่เรายากที่จะหลีกหนีได้ ดังนั้นในฐานะของนักออกแบบและวางผังเมืองที่ทำการศึกษาประเด็นนี้ จะเสนอแนวทางในการพัฒนาเมืองคือ ถ้าหากเราไม่ได้ปฏิเสธความน่าถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดีย (Instagrammable) และความน่าตื่นตาตื่นใจ แต่หากใช้โอกาสปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองทำให้ภาพที่สะท้อนสภาพความเป็นจริง (urban actuality) ของย่านบางรักถูกถ่ายทอดลงสู่โซเชียลมีเดียได้ในจำนวนที่มากขึ้นแสดงถึงความเป็นจริง เนื้อหาและสาระของย่านให้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด ย่านจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นผ่าโซเชียลมีเดีย ผู้คนจะถูกดึงดูดให้เข้ามาในย่านและถูกดึงดูดให้ใช้เวลาในย่านได้นานขึ้นจากมุมมองทางกายภาพที่น่าถ่ายภาพ และสุดท้ายกายภาพและภาพที่ปรากฎจะช่วยทำให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของย่าน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโซเชียลมีเดียจะสามารถแสดงภาพออกมาให้สังคมรับรู้ถึย่านได้มากเพียงใด เครื่องมือที่มุ่งเน้นเพียงงการมองเห็นนี้ก็ไม่สามารถเทียบเคียงได้กับการที่ผู้คนยอมเปลี่ยนตัวเองจากผู้เฝ้ามองมาสู่ผู้กระทำเพื่อเข้ามาสัมผัสประการณ์ของพื้นที่เมือง (urban experience) ด้วยตนเองซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่ดีที่สุดในการรับรู้ถึงสภาพความเป็นจริงและเนื้อหาของย่าน บางรักเป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมการสร้างตัวตนของมนุษย์อย่างเที่ยงตรงไม่ว่าจะมากหรือน้อย ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและสมดุลให้กับสังคมมหรสพแห่งภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้